หลวงพ่อศรี เกสโร วัดพระปรางค์
27 มิถุนายน 2560

/data/content/72/cms/cinoqrtvxy29.jpg

ด้านชาติภูมิของ 
     หลวงปู่ศรี ท่านเป็นชาว อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ชาตะ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๑๐ ในวัยเยาว์
ท่านชอบศึกษาวิชาไสยเวท คิดจะเป็นคนกล้า คนจริงแบบ “วีรชนชาวบ้านบางระจัน” ในอดีต
      เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ท่านได้บรรพชาอุปสมบทที่วัดสุวรรณราชหงส์ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง 
โดยมี พระอาจารย์หิน วัดโบสถ์ อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายานามว่า
“เกสโร” มีความหมายว่า “ต้นไม้”
      หลังจากนั้นได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์จนเชี่ยวชาญแล้วจึงย้าย มาจำพรรษา
ที่วัดพระปรางค์ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสและได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระครูวิริยะโสภิต”
     หลวงปู่ศรี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ของวัด เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านไสยเวท
ทุกแขนง มีวิทยาคมแก่กล้า เป็นเพชรน้ำเอกในลุ่มแม่น้ำน้อย มีพระคณาจารย์มากมายหลายรูป ทั้ง จ.สิงห์บุรี 
และจังหวัดใกล้เคียงมาฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาวิชาไสยเวทกับหลวงปู่ศรี เช่น หลวงพ่อแป้น วัดบ้านไร่ จ.สิงห์บุรี,
 หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท, 
หลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท, หลวงพ่อหร่ำ วัดวังจิก จ.สุพรรณบุรี, หลวงพ่อบัว วัดแสวงหา จ.อ่างทอง 
และยังมีพระคณาจารย์อื่นๆ อีกหลายรูป ซึ่งในยุคนั้นถือได้ว่า วัดพระปรางค์ เป็นตักศิลาแห่งวงการไสยเวท
บริเวณภาคกลางของประเทศไทยเลยทีเดียว
     หลวงปู่ศรีเป็นพระภิกษุที่สำรวม เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีวัตรปฏิบัติที่น่าศรัทธาเลื่อมใส ถือการ
บิณฑบาตเป็นกิจวัตรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เมื่อออกพรรษาท่านจะออกธุดงควัตรเป็นประจำเพื่อฝึกพลังจิต
ให้เข้มแข็งและโปรดเวไนยสัตว์
     ท่านได้ให้ความอนุเคราะห์แก่สาธุชนทั่วไปอย่างเสมอภาค จนเกียรติคุณของท่านขจรขจายไปไกล 
นอกจากนี้ ท่านยังเชี่ยวชาญภาษาขอมและสามารถสวดพระปาฏิโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว มีทำนองที่ไพเราะ
เพราะพริ้งเป็นที่สุด
 

     หลวงปู่ศรี ท่านเป็นชาว อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ชาตะ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๑๐ ในวัยเยาว์
ท่านชอบศึกษาวิชาไสยเวท คิดจะเป็นคนกล้า คนจริงแบบ “วีรชนชาวบ้านบางระจัน” 
      เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ท่านได้บรรพชาอุปสมบทที่วัดสุวรรณราชหงส์ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง 
โดยมี พระอาจารย์หิน วัดโบสถ์ อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายานามว่า
“เกสโร” มีความหมายว่า “ต้นไม้”
      หลังจากนั้นได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์จนเชี่ยวชาญแล้วจึงย้าย มาจำพรรษา
ที่วัดพระปรางค์ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสและได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระครูวิริยะโสภิต”
     หลวงปู่ศรี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ของวัด เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านไสยเวท
ทุกแขนง มีวิทยาคมแก่กล้า เป็นเพชรน้ำเอกในลุ่มแม่น้ำน้อย มีพระคณาจารย์มากมายหลายรูป ทั้ง จ.สิงห์บุรี 
และจังหวัดใกล้เคียงมาฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาวิชาไสยเวทกับหลวงปู่ศรี เช่น หลวงพ่อแป้น วัดบ้านไร่ จ.สิงห์บุรี,
หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท, 
หลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ จ.ชัยนาท, หลวงพ่อหร่ำ วัดวังจิก จ.สุพรรณบุรี, หลวงพ่อบัว วัดแสวงหา จ.อ่างทอง 
และยังมีพระคณาจารย์อื่นๆ อีกหลายรูป ซึ่งในยุคนั้นถือได้ว่า วัดพระปรางค์ เป็นตักศิลาแห่งวงการไสยเวท
บริเวณภาคกลางของประเทศไทยเลยทีเดียว
     หลวงปู่ศรีเป็นพระภิกษุที่สำรวม เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีวัตรปฏิบัติที่น่าศรัทธาเลื่อมใส ถือการบิณฑบาต
เป็นกิจวัตรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เมื่อออกพรรษาท่านจะออกธุดงควัตรเป็นประจำเพื่อฝึกพลังจิตให้เข้มแข็ง
และโปรดเวไนยสัตว์
     ท่านได้ให้ความอนุเคราะห์แก่สาธุชนทั่วไปอย่างเสมอภาค จนเกียรติคุณของท่านขจรขจายไปไกล
นอกจากนี้ ท่านยังเชี่ยวชาญภาษาขอมและสามารถสวดพระปาฏิโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว มีทำนองที่ไพเราะ
เพราะพริ้งเป็นที่สุด